สรุปผลการวิจัย

สรุปผลการวิจัยเชิงปริมาณ

ในส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือตัวแทนครัวเรือนของเครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดอ่างทองที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 3 พื้นที่ ได้แก่ เทศบาลตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก เทศบาลตำบลไชโย อำเภอไชโย และเทศบาลเมืองอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จำนวนทั้งสิ้น 402 ชุด จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แบ่งผลการศึกษาออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้:

  1. ลักษณะทางประชากร สังคม และเศรษฐกิจ
  2. ภาพ 1_1.png ภาพ 1_2.png ภาพ 1_3.png ภาพ 1_4.png ภาพ 1_5.png ภาพ 1_6.png ภาพ 1_7.png ภาพ 1_8.png ภาพ 1_9.png ภาพ 1_10.png ภาพ 1_11.png ภาพ 1_12.png ภาพ 1_13.png ภาพ 1_14.png ภาพ 1_15.png ภาพ 1_16.png
  3. ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน
  4. ภาพ 2_1.png ภาพ 2_2.png
  5. การรับรู้ข่าวสารเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน
  6. ภาพ 3_1.png ภาพ 3_2.png ภาพ 3_3.png ภาพ 3_4.png
  7. ความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเพิ่มมูลค่า
  8. ภาพ 4_1.png ภาพ 4_2.png ภาพ 4_3.png ภาพ 4_4.png
  9. แนวทางพัฒนาและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยา
  10. 5.1 วัสดุหรือสิ่งของเหลือใช้หรือขยะในครัวเรือนหรือเศษขยะจากการประกอบอาชีพ รายได้จากการขายวัสดุหรือสิ่งของเหลือใช้

    ภาพ 5_1_1.png

    5.2 พฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียของภาคครัวเรือนและภาคเกษตรกรรม

    ภาพ 5_2_1.png ภาพ 5_2_2.png ภาพ 5_2_3.png ภาพ 5_2_4.png ภาพ 5_2_5.png ภาพ 5_2_6.png ภาพ 5_2_6.png

    5.3 วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาให้ครัวเรือนและชุมชนมีการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยา

    ภาพ 5_2_1.png ภาพ 5_2_2.png ภาพ 5_2_3.png ภาพ 5_2_4.png ภาพ 5_2_5.png ภาพ 5_2_6.png

บทวิเคราะห์จากการประชุมกลุ่มย่อยและสัมภาษณ์เชิงลึก

ผลการทดสอบทางสถิติ คณะผู้วิจัยได้นำตัวแปรอิสระ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเพิ่มมูลค่า การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน และปัจจัยทางประชากร สังคม และเศรษฐกิจของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองอ่างทอง เทศบาลตำบลป่าโมก และเทศบาลตำบลไชโย จำนวน 6 ปัจจัย ได้แก่ เพศ อายุ ระยะเวลาการศึกษา จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ระยะเวลาการอาศัย และรายได้รวมของครัวเรือนมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียเพื่อเพิ่มมูลค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงใช้วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson) เพื่อศึกษาถึงตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียเพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการเพิ่มมูลค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ในภาพรวม ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็น และการรับรู้ข่าวสาร พฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียเพื่อเพิ่มมูลค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนหลายตัวแปรมีความสัมพันธ์กัน โดยตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ การรับรู้ข่าวสารกับความคิดเห็น (r = .532) ความคิดเห็นกับความรู้ความเข้าใจ (r = .186) รายได้รวมของครัวเรือนกับระยะเวลาการศึกษา (r = .169) อายุกับความคิดเห็น (r = .155) อายุกับระยะเวลาการอยู่อาศัย (r = .147)

ส่วนตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจกับพฤติกรรม (r = .620) และเพศกับอายุ (r = .118)

จากผลการศึกษาดังกล่าวสามารถอธิบายความสัมพันธ์ได้ว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ข่าวสารบ่อยครั้งทำให้มีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเพิ่มมูลค่าในทางบวก และความคิดเห็นนี้ยังมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้ความเข้าใจอีกด้วย รวมไปถึงตัวแปรอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางบวกได้แก่ รายได้รวมของครัวเรือนกับระยะเวลาการศึกษา อายุ กับความคิดเห็น ดังนั้นแนวทางการพัฒนารูปแบบพฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียเพื่อเพิ่มมูลค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนต้องให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็น การรับรู้ข่าวสาร โดยจำแนกตามช่วงอายุและระยะเวลาการอยู่อาศัยในพื้นที่ด้วย

ส่วนตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ อายุ กับระยะเวลาการศึกษา (r = - .293) จำนวนสมาชิกกับอายุ (r = - .209) ระยะเวลาการศึกษากับความคิดเห็น (r = - .159) และตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ อายุ กับรายได้รวมของครัวเรือน (r = - .132)

ตารางที่ 1

เมื่อพิจารณาเฉพาะพฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียเพื่อเพิ่มมูลค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนกับปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็น และการรับรู้ข่าวสาร พบว่ามีเพียงตัวแปรเดียวที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ความรู้ความเข้าใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการจัดการสิ่งของเหลือใช้ ขยะ และของเสียเพื่อเพิ่มมูลค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับมาก (r = 0.260) กล่าวคือ

ตารางที่ 2

เมื่อพิจารณาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่า ความรู้ความเข้าใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมจัดการขยะและของเสียในระดับมาก (r=0.620, p<0.05) การรับรู้ข่าวสารมีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นในระดับสูง (r=0.532, p<0.01) และความคิดเห็นมีความสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจ (r=0.186)

ผลการวิจัยนี้สะท้อนว่าการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และกิจกรรมอบรมสามารถพัฒนาเจตคติและพฤติกรรมการจัดการจัดการขยะและของเสียได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นสิ่งสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมการจัดการขยะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเน้นกลยุทธ์ที่ส่งเสริมความคิดเห็นในเชิงบวกโดยการได้รับข้อมูลบ่อยครั้งและปรับกลยุทธ์ตามปัจจัยด้านประชากร เช่น อายุ ระยะเวลาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ และรายได้ อนึ่ง ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับกลุ่มที่มีการศึกษาหรือกลุ่มที่มีรายได้จำกัด โดยมีกลยุทธ์การสื่อสารและการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อกำหนดเป้าหมายกลุ่มประชากรเฉพาะอย่างมีประสิทธิภาพ



สรุปผลการวิจัยเชิงคุณภาพ

จากการจัดประชุมกลุ่มย่อยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2567 ณ ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง พบว่า ในปัจจุบันแต่ละชุมชนจะมีเครือข่ายภาคประชาชนที่มีลักษณะการรวมตัวกันหลายกลุ่ม ส่งผลให้มีบทบาทหน้าที่บางอย่างซ้ำซ้อนกัน คล้ายกับการสวมหมวกหลายใบ กล่าวคือมีบทบาทหลายอย่างในคนเดียว พื้นที่จังหวัดอ่างทองก็เช่นกัน ในพื้นที่มีการรวมตัวกันในรูปแบบของกลุ่มที่มีความหลากหลาย ได้แก่ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มแม่บ้านเพื่อหารายได้เสริม กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ทสม.) และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งได้รวมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ในชุมชน

การรวมกลุ่มดังกล่าวมีความเป็นมาที่สะท้อนถึงการพึ่งตนเองและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ตัวอย่างเช่น กลุ่มแม่บ้านในอำเภอไชโยที่เริ่มดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยผลิตภัณฑ์สำคัญ ได้แก่ ตะกร้าสานผักตบชวา พรมเช็ดเท้า เฟอร์นิเจอร์จากวัสดุรีไซเคิล และปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ขณะที่กลุ่ม อสม. ในพื้นที่อำเภอป่าโมกมุ่งเน้นกิจกรรมเก็บขยะริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา การอบรมทำปุ๋ยชีวภาพ และการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ให้แก่ชุมชน

บทบาทของกลุ่มเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชน หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

ส่วนผลจากการประชุมกลุ่มย่อยทั้ง 6 กลุ่ม พบว่าแต่ละกลุ่มมีความโดดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ 5 (ผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก) มีจุดแข็งด้านความรู้ ทักษะการผลิต และมีหน่วยงานสนับสนุน ส่วนกลุ่มที่ 2 (ผลิตภัณฑ์จากขวดพลาสติก) มีตลาดประจำรองรับอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเหล่านี้สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์และมีแนวโน้มพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะที่กลุ่มที่ 3 และ 4 มีจุดอ่อนด้านความร่วมมือภายใน เนื่องจากขาดผู้ผลิตที่มีความต่อเนื่อง และไม่มีรูปแบบการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ส่วนกลุ่มที่ 6 ยังขาดอุปกรณ์และวัตถุดิบที่เพียงพอ รวมทั้งมีปัญหาความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ผลจากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) พบว่า จุดแข็งของกลุ่มในพื้นที่ ได้แก่ ชุมชนมีองค์ความรู้ในการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์เหลือใช้และวัชพืชอยู่แล้ว การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และกิจกรรมการนำขยะ/ของเหลือใช้/วัชพืชนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในชุมชน เช่น ธนาคารขยะและทอดผ้าป่าขยะ การทำตะกร้าจากขยะพลาสติก ตาลปัตรจากหญ้าแฝก เป็นต้น ในขณะที่อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นเรื่องงบประมาณ ความต่อเนื่องของนโยบาย ช่องทางการตลาด และสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

ตัวแทนภาคประชาชนจาก 3 อำเภอได้มีการระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ปัจจัยจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) และได้รวมกันกำหนดรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น จากกิจกรรมที่เสนอทั้ง 4 แนวทาง ได้แก่

  1. การทำผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก
  2. การผลิตพรมเช็ดเท้าจากผักตบชวา
  3. การแปรรูปวัสดุจากฟางข้าว
  4. การทำผลิตภัณฑ์จากใบตองกล้วย

ซึ่งในตอนท้ายของการประชุมกลุ่มย่อย ที่ประชุมได้ลงมติเลือก “กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก” เป็นกิจกรรมหลักในการพัฒนา เนื่องจากเห็นว่าหญ้าแฝกเป็นทรัพยากรที่หาได้ง่าย มีประโยชน์ทางนิเวศวิทยาในการป้องกันตลิ่งพังทลาย และสามารถนำมาสร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย อาทิ กระดาษ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักสาน และวัสดุปรับปรุงดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้เสนอแนะให้มีมาตรการสนับสนุนด้านงบประมาณ การลดหย่อนภาษี การลดราคาวัสดุรีไซเคิล และการสร้างช่องทางการจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นระบบ