แนวทางเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วม

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ที่เป็นแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่อยู่บนพื้นฐานของการ “รับมา (take) ทำ (make) ใช้ (use) ทิ้ง (dispose)” ดังภาพ

Linear Economy

ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ หลายประเทศทั่วโลกทั้งองค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาล และในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับปรุงและใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศและองค์กรของตนเอง โดยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมีความสำคัญเนื่องจากระบบการผลิตและการบริโภคแบบเส้นตรง (Linear Economy) ในอดีต ก่อให้เกิดปัญหาขยะจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าเศรษฐกิจรีไซเคิล (Recycling Economy) จะช่วยลดการเกิดขยะและการใช้ทรัพยากรได้บ้าง แต่การเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติลดลงและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม

Circular Economy Model
แนวคิดหลักของเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: การใช้ทรัพยากร/วัสดุอย่างคุ้มค่า ลดของเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และบริการ
  • การไม่มีของเสีย: การออกแบบระบบการผลิตและบริการที่สามารถนำวัสดุและผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ แต่ไม่สนับสนุนการนำของเสียไปใช้เป็นพลังงาน เผา หรือฝังกลบ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การนำหลักการนี้ไปใช้กับของเสียทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้
  • เศรษฐกิจชีวภาพ: การใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติที่หมุนเวียนได้ เช่น พืช ป่าไม้ และจุลินทรีย์ เพื่อผลิตอาหารและพลังงาน ทรัพยากรชีวภาพสามารถนำไปใช้หรือใช้ซ้ำเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือคืนกลับสู่โลกของสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ระบุว่า การมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจะก่อให้เกิดการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การสร้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต และเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาด้านทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) หลายด้าน เช่น การผลิตและบริโภคอย่างรับผิดชอบ (SDG 12) และ การดำเนินการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน (SDG 13) (UN Economic and Social Council, 2018) ดังภาพ

SDGs and Circular Economy

กลยุทธ์การประยุกต์ใช้ในสังคมไทย

ประเทศไทยมีแนวทางการปรับใช้แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน ในองค์กร โดยเริ่มต้นจากการประเมิน “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain) ของกิจกรรมภาคธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อค้นหาจุดที่สามารถลดของเสียหรือหมุนเวียนวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยสามารถออกแบบกลยุทธ์ผ่าน 5 โมเดลธุรกิจหมุนเวียน ที่ได้รับการยอมรับ ดังภาพ

กลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียนในไทย

ตัวอย่างแนวปฏิบัติขององค์กรต่างประเทศและองค์กรในไทย:

  • บริษัท ฟิลลิปส์ (Philips): ใช้โมเดล Circular Supplies ในการรีไซเคิลอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีสนามแม่เหล็กแรงสูงและคลื่นวิทยุ เพื่อสร้างภาพรายละเอียดของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น สมอง กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และไขสันหลัง (MRI) โดยสามารถรีไซเคิลได้มากถึง ร้อยละ 81 ทั้งยังปลอดภัยเพราะไม่ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray)
  • บริษัท เรโนลต์ กรุ๊ป (Renault Group): ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศฝรั่งเศส ใช้แนวคิด Circular Design โดยนำวัสดุจากรถยนต์เก่ามาผลิตชิ้นส่วนใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่
  • บริษัท ยูนิลีเวอร์ (Unilever) ประเทศไทย: มีการเปลี่ยนขวดบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์แบรนด์ “ซันไลต์” และสินค้าในกลุ่ม ดูแลบ้าน (Home Care) ให้ใช้ พลาสติกรีไซเคิล 100% ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 56% ต่อปี

ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (2023). แนวทางการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กร. กรุงเทพฯ: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

การนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปสู่การปฏิบัติ

หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ การสร้างคุณค่าทางธุรกิจในระยะยาวด้วยการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน ในการผลิตผลิตภัณฑ์และการให้บริการ เศรษฐกิจหมุนเวียนประกอบด้วย หลักการสำคัญ 6 ประการ เพื่อใช้พิจารณาความสอดคล้องของวัฒนธรรมและการดำเนินกิจกรรมของชุมชน/องค์กร ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, 2565)

หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน
หลักการสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน
  1. การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking): ชุมชน/องค์กรควรเข้าใจถึงผลกระทบในวงกว้างที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร เข้าใจถึงการสร้างคุณค่าขององค์กร และความสามารถในการแทรกแซง "ระบบ" เพื่อให้องค์กรมีอิทธิพลต่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนในพอร์ตโฟลิโอของผลิตภัณฑ์และบริการ
  2. นวัตกรรม (Innovation): ชุมชน/องค์กรควรพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์/บริการ และรูปแบบธุรกิจ
  3. การดูแลรับผิดชอบ (Stewardship): ควรรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยต้องคำนึงถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  4. ความร่วมมือ (Collaboration): ควรมีความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกชุมชน/องค์กร เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างคุณค่าร่วมกัน โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่น การสื่อสาร วิสัยทัศน์ และการกำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกัน
  5. คุณค่าที่เหมาะสม (Value Optimization): ควรทำให้ผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัตถุดิบ เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านต้นทุนที่ลดลง กระแสรายได้ใหม่ หรือการเพิ่มคุณค่าของวัสดุเดิม
  6. ความโปร่งใส (Transparency): ควรเปิดเผยผลการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างชัดเจน ถูกต้อง และตรงเวลา

ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), 2565

รูปแบบโมเดลธุรกิจหมุนเวียน

แนวทางสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นตัวแทนของกลยุทธ์ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ โดยเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการ สามารถทำได้ผ่านแนวทางต่าง ๆ ได้แก่

  1. การแปรสภาพ (Recycle): กระบวนการนำของเสียหรือวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้ว กลับมาเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่หรือวัตถุดิบใหม่ โดยอาจอยู่ในรูปแบบเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  2. การใช้ซ้ำ (Reuse): การนำผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ หรือวัสดุเดิมนำมาใช้อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการผลิตใหม่หรือกระบวนการคืนสภาพ
  3. การเรียกคืน (Reclamation): การรวบรวมผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ หรือวัสดุเพื่อนำมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล เช่น การกู้คืนโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน หรือแพลทินัม จากแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  4. การปรับสภาพ (Recondition): การทำผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วให้มีสภาพที่ใกล้เคียงกับของใหม่ โดยการรื้อถอน ตรวจสอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายบางส่วน และทดสอบก่อนนำกลับมาใช้หรือนำกลับสู่ตลาดอีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด
  5. การนำกลับคืนมาใหม่ (Recovery): การดึงคุณค่าหรือพลังงานที่ยังหลงเหลืออยู่ในของเสียกลับมาใช้งานใหม่ เช่น แปรสภาพของเสียเป็นพลังงาน ความร้อน หรือวัตถุดิบทางเลือก ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนกำจัดทิ้ง
  6. การปรับปรุงใหม่ (Refurbish): การปรับปรุงความสวยงามของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดี เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วน ทำความสะอาด ปรับแต่งรูปลักษณ์ แต่ไม่ถึงขั้นรื้อระบบทั้งหมดเหมือน Remanufacture
  7. การผลิตใหม่ (Remanufacture): การรื้อถอน ตรวจสอบ และประกอบผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ โดยใช้ทั้งชิ้นส่วนเดิมที่ยังใช้ได้ และชิ้นส่วนใหม่ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพเทียบเท่าของใหม่หรือดีกว่า
  8. การซ่อมแซม (Repair): การทำให้ผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องกลับมาใช้งานได้ โดยการแก้ไขข้อบกพร่องเฉพาะจุด โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ และเน้นการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด
  9. การเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน (Repurpose): การใช้ผลิตภัณฑ์ในบทบาทที่ต่างจากวัตถุประสงค์เดิม เช่น นำถังเก่ามาทำเป็นกระถางต้นไม้ โดยยังคงสภาพเดิมบางส่วน
  10. การรีไซเคิลแบบที่ทำให้คุณค่าเพิ่มขึ้น (Upcycle): การเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นของใหม่ที่ “ดีกว่าเดิม” ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์หรือคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น นำเสื้อผ้าเก่ามาทำเป็นกระเป๋าแฟชั่น
  11. การยกระดับได้ (Upgradable): คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่สามารถพัฒนา ปรับปรุง หรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ในอนาคต โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ เช่น คอมพิวเตอร์ที่อัปเกรด RAM หรือการ์ดจอได้

ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), 2565

รูปแบบการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนและการอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมีส่วนร่วม

ผลจากการวิจัยข้างต้น คณะผู้วิจัยได้นำเสนอเป็น “บันได 5 ขั้นในการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำอย่างมีส่วนร่วม” ดังภาพ

บันได 5 ขั้น

ทั้งนี้ ผลการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพได้ถูกนำมาสังเคราะห์รูปแบบการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนและการอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมีส่วนร่วม โดยนำเสนอ “บันได 5 ขั้นในการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำอย่างมีส่วนร่วม” เป็นกลไกเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 12 การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และ SDG 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งในมิติสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผนวกความรู้สมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ และช่วยวางรากฐานให้เกิดการอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนในจังหวัดอ่างทอง อนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมของการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมเพื่ออนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดอ่างทองอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  1. การสร้างผู้นำชุมชนและเครือข่ายเพื่อการเปลี่ยนแปลง
    การสร้างผู้นำชุมชนและเครือข่ายถือเป็นรูปแบบที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้นำชุมชนเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือและพร้อมปฏิบัติตามแนวทางที่นำเสนอได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และกลุ่มแม่บ้าน มีบทบาทเป็นตัวกลางหลักในการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจในการจัดการขยะ การแปรรูปทรัพยากรเหลือใช้ และการดูแลแม่น้ำ จากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกและการสำรวจแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าผู้นำชุมชนและเครือข่าย อสม. คือกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากที่สุด จุดแข็งของรูปแบบนี้อยู่ที่ “ทุนทางสังคม” ซึ่งได้แก่ ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับประชาชน และความต่อเนื่องของบทบาทผู้นำในชุมชน แนวทางการดำเนินงานภายใต้รูปแบบนี้ ประกอบด้วย การจัดอบรมให้ผู้นำเข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เช่น การทำปุ๋ยหมัก การแยกขยะ การจัดการน้ำเสีย และการรณรงค์อย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมในชุมชน เช่น วันทำความสะอาดแม่น้ำ หรือการคัดแยกขยะตามครัวเรือน รูปแบบนี้ก่อให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ คือ ช่วยกระจายองค์ความรู้เรื่องการสร้างรายได้จากทรัพยากรในท้องถิ่น คุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อม คือ ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำและกระตุ้นการจัดการขยะ และความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่าง กศน. ทสจ. เทศบาล และโรงเรียนในพื้นที่
  2. การเสริมสร้างศักยภาพครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานราก
    การสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากโดยการยกระดับทักษะและความสามารถของครัวเรือนให้จัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดรายได้ใหม่ การเสริมสร้างศักยภาพครัวเรือนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากประชาชนในครัวเรือนสามารถแปรรูปขยะได้ด้วยตนเอง จะช่วยลดปริมาณขยะต้นทางและเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แนวทางนำไปสู่การปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ การอบรมทักษะการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ เช่น การสานตะกร้าจากขวดพลาสติก การทำไม้กวาดจากขวดพลาสติก เป็นต้น การจัดกลุ่มอาชีพ เช่น “กลุ่มทำปุ๋ยหมัก” หรือ “กลุ่มงานฝีมือ” และการสนับสนุนอุปกรณ์และเงินทุนหมุนเวียน จากการสำรวจข้อมูลเชิงปริมาณในการวิจัยนี้พบว่า ครัวเรือนที่เข้าร่วมอบรมและทดลองแปรรูปวัสดุเหลือใช้ ร้อยละ 58.40 ระบุว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้เฉลี่ย 300–500 บาทต่อเดือน และร้อยละ 24.20 สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ การแปรรูปวัสดุท้องถิ่นเพื่อสร้างรายได้ (ผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝกและผักตบชวา) โดยการนำวัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ เช่น หญ้าแฝก ผักตบชวา มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์งานฝีมือ เช่น กระเป๋า พรม เชือก หรือของใช้ในครัวเรือน รูปแบบนี้ก่อให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ คือ ลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นรายได้ การสร้างงานและรายได้ให้กับชุมชน โดยมีตลาดรองรับทั้งภายในประเทศและองค์กรขนาดใหญ่ คุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อม คือ ช่วยลดปริมาณขยะที่อาจไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ลดภาระของเทศบาล การนำวัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้นำมาใช้ประโยชน์เป็นการช่วยลดวัชพืชและใช้ประโยชน์จากพืชที่มีอยู่ในระบบนิเวศริมน้ำ และด้านความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กศน., ทสจ. และภาคเอกชน เช่น ปตท. เป็นต้น
  3. การสร้างระบบเรียนรู้และสื่อสารสาธารณะ
    เครื่องมือสำคัญในการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจและยอมรับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การวิจัยพบว่า ช่องทางที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ สื่อออนไลน์ (Line, Facebook) และกิจกรรมรณรงค์ในชุมชน “การรับข้อมูลอย่างต่อเนื่องทำให้เข้าใจและปฏิบัติได้จริง” โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ใช้โทรศัพท์มือถือประจำ และกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนที่มีการสื่อสารและรับชมสื่อทางสังคมออนไลน์ แนวทางการดำเนินงานภายใต้รูปแบบนี้ ได้แก่ การบูรณาการเนื้อหาเศรษฐกิจหมุนเวียนในโรงเรียนและ กศน. การจัดนิทรรศการและวันรณรงค์เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และการเผยแพร่คลิปวิดีโอสั้นผ่านสื่อออนไลน์
  4. การมีส่วนร่วมในทุกมิติ (All-Level Participation)
    การเสริมสร้างให้ทุกกลุ่มอายุและทุกบทบาทในชุมชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่เยาวชน แม่บ้าน ผู้สูงอายุ ผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้าง “Sense of belonging หรือ Ownership” หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของแม่น้ำเจ้าพระยา “การรวมพลังคนทุกกลุ่มเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” แนวทางการดำเนินงานภายใต้รูปแบบนี้ควรจำแนกตามบทบาทของกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มเยาวชนร่วมจัดทำป้ายรณรงค์ กลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการทำปุ๋ยหมัก ผู้นำชุมชนประสานหน่วยงานรัฐและผลักดันนโยบายแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่แผนพัฒนาในชุมชน โรงเรียนบูรณาการเนื้อหาสิ่งแวดล้อมในหลักสูตร เป็นต้น
  5. การพัฒนาเครือข่ายตลาดและมาตรฐานผลิตภัณฑ์
    รูปแบบนี้เน้นการสร้าง “ช่องทางจำหน่ายและความเชื่อมั่นสินค้า” เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ยั่งยืนในเชิงธุรกิจและลดขยะได้จริง แนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนและฉลากเขียว การพัฒนาตลาดออนไลน์และตลาดนัดในพื้นที่ และการสนับสนุนทุนเริ่มต้นและเชื่อมโยงพาณิชย์จังหวัด รูปแบบนี้ก่อให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ คือ เพิ่มรายได้ครัวเรือนและขยายตลาดสินค้ารีไซเคิล คุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อม คือ ลดขยะต้นทางและชุมชนมีแรงจูงใจในการอนุรักษ์แม่น้ำในฐานะแหล่งทรัพยากรท่องเที่ยว และก่อให้เกิดความร่วมมือคือ เทศบาลสนับสนุน โดยมีการดึงกลุ่มเยาวชนและผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทนำกิจกรรม

แนวคิดนี้เป็นการบูรณาการทั้ง 5 รูปแบบ ช่วยสร้างระบบการจัดการทรัพยากรที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมมิติ ได้แก่ ผู้นำชุมชน ความรู้และความตระหนัก การมีส่วนร่วม ช่องทางตลาดและมาตรฐาน และเศรษฐกิจฐานราก ดังภาพ

การบูรณาการระบบ

ความน่าสนใจจากการบูรณาการรูปแบบนี้ คือ การสร้างการรับรู้ว่าแม่น้ำคือชีวิตและการอนุรักษ์แม่น้ำให้เกิดความยั่งยืนสามารถใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ได้มีเพียงในภาคอุตสาหกรรม แต่นำแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในชุมชน โดยผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญ การเสริมสร้างความรู้และความตระหนักให้ผู้นำและชุมชนมีความสำคัญยิ่ง การมีส่วนร่วมผ่านประเพณี วัฒนธรรม และศาสนามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรม โดยใช้ชุมชนเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมเชิงพื้นที่” ไม่พึ่งพิงรัฐฝ่ายเดียว โดยแต่ละองค์ประกอบข้างต้นทำงานร่วมกันในลักษณะบูรณาการ จะเกิดระบบนิเวศใหม่ที่ไม่เพียงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังฟื้นฟูชีวิตชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานราก และส่งต่อความยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น