การขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี
เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีเกิดผลเป็นรูปธรรม
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (2564) จึงได้กำหนดให้มีการแก้ไขปัญหาด้านน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) รวม 66 พื้นที่
แผนแม่บทการบริหารทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟู สร้างฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางลบจากการพัฒนา และใช้ประโยชน์เพื่อสร้างการเติบโตบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลภายใต้ขีดความสามารถของระบบนิเวศ เพื่อให้คนรุ่นต่อไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สมดุลบนหลักการของการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาล
ภายใต้ยุทธศาสตร์ ได้กำหนดให้มีแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นแผนระดับที่ 2 รวมทั้งสิ้น 23 ประเด็น โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำคือ ประเด็นที่ 19: การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความมั่นคง เพิ่มผลผลิตในเรื่องการจัดการและการใช้น้ำทุกภาคส่วน รวมถึงการดูแลภัยพิบัติจากน้ำทั้งระบบ
ประกอบด้วย 3 แผนย่อย ดังภาพ
ที่มา: ดัดแปลงจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (2564)
แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้จัดทำให้มีสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 6 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคน และมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
โดยมีความเชื่อมโยง ดังนี้:
การเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของชุมชนอย่างมีส่วนร่วมในคู่มือนี้ ได้นำแนวทางที่ได้จากผลการวิจัยของ หวานใจ หลำพรมและคณะ (2564) ดำเนินการวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ กรณีศึกษาเครือข่ายภาคประชาชนในเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ผลการวิจัยดังกล่าวได้เสนอกระบวนการหรือลำดับขั้นตอนในการพัฒนาเป็นเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ที่เรียกว่า “บันไดสู่การสร้างเสริมเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ” ซึ่งประกอบด้วยบันได 4 ขั้นที่ คือ ขั้นรู้พลัง ขั้นตื่นรู้ ขั้นเรียนรู้ และขั้นรู้ประสาน สรุปดังนี้
การเสริมสร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำนี้ เริ่มตั้งแต่การค้นหาคนต้นแบบในชุมชน การร่วมประชุมเพื่อสะท้อนปัญหาชุมชน กระบวนการนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการรวมตัวเป็นกลุ่ม และขยายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
ภายหลังจากเกิดการรวมกลุ่มกัน คนต้นแบบและสมาชิกของกลุ่มจะเป็นตัวแทนในการสะท้อนสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน เริ่มการจุดประกายชวนคิดด้วยการถามคำถามอย่างง่ายให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันทบทวนสถานการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำของชุมชน โดยเริ่มต้นจากคำถาม ดังนี้
หลังจากเกิดการรวมกันเป็นกลุ่มแล้ว การจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกภายในกลุ่ม โดยนำหลักการร่วมเรียนรู้ในชุมชนตามขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (PAR) มาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เพื่อให้เกิดการร่วมเรียนรู้ สามารถจำแนกเป็น 4 ขั้นตอน คือ
โดยแต่ละขั้นตอนสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันหรือเหลื่อมเวลากันได้ตามความเหมาะสม
เมื่อเครือข่ายภาคประชาชนสามารถรวมตัวกันได้แล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบ “รู้ประสานรอบทิศ” กล่าวคือเป็นการประสานภายในเครือข่ายเอง และการประสานกับหน่วยงานภายนอก (ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกพื้นที่) โดยการสร้างสัมพันธ์อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ที่มา : หวานใจ หลำพรม, พิมพ์นภัส ภูมิกิตติพิชญ์, สตรีไทย พุ่มไม้ และนภาลัย มีลา. (2564).
รูปแบบและบทบาทเครือข่ายภาคประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ศึกษากรณีเครือข่ายภาคประชาชนในเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร.
กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สวก.
เครือข่ายภาคประชาชนมีบทบาทในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การจัดการขยะ การฟื้นฟูตลิ่ง และการพัฒนานวัตกรรมชุมชนเพื่ออนุรักษ์น้ำ